วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สรุปบทที่ 2

สรุปบทที่ 2
         ระบบสารสนเทศ หมายถึง เซต หรือการรวมตัวของกระบวนการหลายกระบวนการของสารสนเทศ สำหรับงานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลเพื่อปรับรูปแบบของข้อมูลให้เข้าสู่รูปแบบของสารสนเทศ ตลอดจนการกระจายสารสนเทศที่เป็นผลลัพธ์จากการประมวลผลสู่ผู้ใช้ระบบเพื่อใช้สำหรับการตัดสินใจ
แบบจำลองระบบสารสนเทศ
        Hall( 2004,p.7 ) ได้กำหนดแบบจำลองระบบสารสนเทศที่ประกอบด้วยส่วนย่อยของแบบจำลองระบบสารสนเทศ 7 ส่วน ดังนี้
1.ผู้ใช้ขั้นปลาย
    ผู้ใช้ขั้นปลาย ( End Users ) ก็คือ ผู้ใช้สารสนเทศที่อยู่ภายในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกธุรกิจ ซึ่งมีความต้องการใช้สารสนเทศที่เป็นผลลัพธ์จากการประมวล ผลของระบบสารสนเทศโดยปกติประกอบด้วยผู้ใช้ 2 กลุ่ม คือ
     กลุ่มที่ 1 ผู้ใช้ภายนอก ( external users ) คือ ผู้ใช้ที่ประกอบด้วย เจ้าหนี้เงินกู้ ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ตัวแทนหรือนายหน้า เจ้าหน้าที่ภาษีอากร ผู้ขายและลูกค้า ตลอดจนผู้ใช้ประเภทสถาบันการเงิน
     กลุ่มที่ 2 ผู้ใช้ภายใน ( internal users ) คือ ผู้บริหารระดับต่างๆ ขององค์การ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติการด้านต่างๆ โดยมุ่งเน้นถึงความต้องการสารสนเทศ  
2. ต้นทางข้อมูล
     ต้นทางข้อมูล ( Data Sources ) หรือแหล่งข้อมูล คือ ธุรกรรมทางการเงินที่นำเข้าสู่ระบบสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน ดังนี้
      ส่วนที่ 1 ต้นทางข้อมูลภายนอก ( External Data Sources ) คือ ธุรกรรมทางการเงินที่ได้รับจากภายนอกธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลการแลกเปลี่ยนทางการค้ากับหน่วยธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบองค์การหรือธุรกิจส่วนตัว
       ส่วนที่ 2 ต้นทางข้อมูลภายใน ( Internal Data Sources ) คือ ธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน หรือความเคลื่อนไหวของทรัพยากรภายในองค์การ
3. การรวบรวมข้อมูล
       โดยปกติจะถือการรวบรวมข้อมูล ( Data Collection ) เป็นขั้นตอนแรก ซึ่งมีความสำคัญที่สุดของการดำเนินการภายในระบบสารสนเทศ โดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ด้านการรับข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่างๆให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง สมเหตุสมผล ครบถ้วนสมบูรณ์ และปราศจากข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้นโดยมีการสร้างระบบป้องกันความผิดพลาดจากการรับข้อมูลเข้า ส่งผลให้รายงานที่เป็นผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
4. การประมวลผลข้อมูล
     หลังจากที่ทำการรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องทำการประมวลผลข้อมูล ( Data Processing ) ทั้งในรูปแบบที่ง่ายและรูปแบบที่มีความซับซ้อน เช่น มีการใช้ขั้นตอนวิธีทางคณิตศาสตร์ของตัวแบบโปรแกรมเชิงเส้นมาใช้เพื่อจัดตารางการผลิต หรืออาจใช้เทคนิคทางสถิติสำหรับการพยากรณ์ยอดขาย เป็นต้น โดยจำแนกการประมวลผลได้ 2 รูปแบบ คือ
      รูปแบบที่ 1 การประมวลผลแบบกลุ่ม ( Batch Processing ) โดยเก็บรวบรวมเอกสารหรือการค้าเป็นกลุ่มก้อนภายในระยะเวลาที่กำหนด หลังจากนั้น จึงรับข้อมูลเข้าและปรับยอดแฟ้มข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน มักใช้วิธีการประมวลผลข้อมูลแบบนี้กับรายการที่ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลทันที
        รูปแบบที่ 2 การประมวลผลแบบทันที ( Real - time Processing ) โดยมีการรับข้อมูลเข้าทันทีและทำการประมวลผลข้อมูลทันทีในทุกครั้งที่มีรายการค้าเกิดขึ้น ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีการประมวลผลออนไลน์ ( Online Processing ) เพื่อช่วยให้ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
5. การจัดการฐานข้อมูล
     ฐานข้อมูลขององค์การ คือ หน่วยเก็บข้อมูลทางกายภาพสำหรับข้อมูลที่อาจมีความเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งอาจถูกจัดเก็บข้อมูลภายในตู้เอกสาร หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก ก็ได้ ส่วนข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล จะประกอบด้วยหน่วยเก็บข้อมูลที่เรียงลำดับจากหน่วยเล็กที่สุดไปหาหน่วยใหญ่ที่สุด คือ ลักษณะประจำ ( Attribute ) ระเบียน ( Record ) และแฟ้มข้อมูล ( File ) ในส่วนการจัดการฐานข้อมูล ( Database Management ) จะเกี่ยวข้องกับงานขั้นพื้นฐาน 3 งาน คือ การจัดเก็บ ( Storage ) การค้นคืน ( Retrieval ) และการลบ ( Deletion ) ในส่วนของการจัดเก็บ จะเกี่ยวข้องกับการสร้างกุญแจของข้อมูลใหม่ และจัดเก็บข้อมูลนั้นในตำแหน่งพื้นที่ซึ่งมีความเหมาะสม ส่วนการค้นคืนนั้นจะทำการค้นหาตำแหน่งของข้อมูลและสกัดระเบียนข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ
6. การก่อกำเนิดสารสนเทศ
     การก่อกำหนดสารสนเทศ ( Information Generation ) ประกอบด้วยกระบวนการแปลโปรแกรมการจัดเก็บข้อมูล การกำหนดรูปแบบ รวมทั้งการนำเสนอสารสนเทศต่อผู้ใช้ โดยสารสนเทศที่ได้มักอยู่ในรูปแบบของเอกสารปฏิบัติงาน เช่น ใบสั่งขาย รายงาน หรือแม้แต่ข่าวสารบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
7. ผลป้อนกลับ
     ผลป้อนกลับ ( Feedback ) จะอยู่ในรูปแบบของรายงานที่เป็นผลลัพธ์ ซึ่งถูกส่งกลับไปยังระบบในฐานะของต้นทางข้อมูลภายในหรือภายนอกก็ได้ และยังอาจถูกนำไปใช้ในฐานะข้อมูลเริ่มต้นหรือข้อมูลสำหรับการปรับเปลี่ยน
บทบาทของระบบสารสนเทศ
        องค์การทางธุรกิจทุกประเภททั้งภาครัฐและเอกชน ล้วนแต่มีการติดตั้งและใช้งานระบบสารสนเทศอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นระบบ ซึ่งตั้งอยู่ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท และถือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร ( Value chain )
1.โซ่คุณค่า
       Porter ( as quoted in Stair & Reynold,2006,p. 49 ) ได้กล่าวว่า การดำเนินงานทางธุรกิจปัจจุบัน องค์การจะต้องนำเสนอคุณค่าแก่ลูกค้าขององค์การโดยการเพิ่มคุณค่าของสินค้าหรือบริการ ซึ่งพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าผ่านการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ภายใต้โซ่คุณค่าขององค์การ เพื่อสร้างความพึ่งพอใจในการใช้สินค้าหรือบริการ
โซ่คุณค่า จะประกอบด้วยกิจกรรมหลักของการจัดการต้นทาง การผลิต และการจัดการตามทาง
2. ระบบคุณค่า
      ระบบคุณค่า ( Value System ) จะเป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมภายใต้โซ่คุณค่า ทุ้งภายในและภายนอกองค์การ ภายใต้รูปแบบโซ่อุปทาน ( Supply Chain ) โดยการใช้ระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อห่วงโซ่คุณค่าขององค์การกับห่วงโซ่คุณค่าขององค์การภายนอก ซึ่งเป็นคู่ค้าเข้าด้วยกัน โดยมักอาศัยการดำเนินงานด้านการจัดการโซ่อุปทาน และการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ อีกทั้งมุ่งเน้นด้านการบรรลุเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
3. การสนับสนุนงานขององค์การ
     O’ brien ( 2005, P.8 ) ได้กล่าวถึงบทบาทของระบบสารสนเทศในส่วนการใช้เพื่อการสนับสนุนการทำงานขององค์การขององค์การภายใต้โซ่คุณค่าและระบบคุณค่า 3 ลักษณะดังนี้
3.1 การสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ ในบางครั้งลูกค้าขององค์การจำเป็นจะต้องมีความเกี่ยวข้องระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะในส่วนการสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจและการดำเนินงานภายในองค์การ
3.2    การสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศจะให้ความสนับสนุนต่อผู้จัดการร้านค้าและนักธุรกิจมืออาชีพในส่วนของการตัดสินใจที่ดีขึ้น
3.3 การสนับสนุนความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน นอกจากจะมีการใช้สาสนเทศเพื่อการตัดสินใจแล้ว ในบางครั้งการได้รับสารสนเทศที่ดียังมีส่วนช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเหนือธุรกิจอื่น
4. การเพิ่มมูลค่าให้องค์การ
      การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน ภายใต้โซ่คุณค่า และระบบคุณค่านั้น มักส่งผลกระทบถึงลูกค้าโดยตรง ดังนั้น การประมวลผลด้านสารสนเทศจะช่วยให้องค์การได้รับสารสนเทศที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และทันเวลาที่ผู้จัดการหรือผู้บริหารเกิดความต้องการ ในส่วนของผลประโยชน์ที่เพิ่มมูลค่าให้องค์การนี้พิจารณาได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิผล
ระยะที่ 2 การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ระยะที่ 3 การจัดการเชิงผลการปฏิบัติงาน
 การจำแนกประเภทระบบสารสนเทศ
            ระบบสารสนเทศมักจะประกอบด้วยระบบ ( System ) และระบบย่อย ( Subsystem ) Turban et al. ( 2006,pp.53 – 54 )ได้จำแนกประเภทของระบบสารสนเทศโดยใช้เกณฑ์ระดับขององค์การ โดยมีการจัดโครงสร้างตามลำดับชั้นที่ประกอบด้วยระบบย่อยหลายระบบจากล่างขึ้นบน เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.             ระบบสารสนเทศตามหน้าที่งาน
2.             ระบบสารสนเทศวิสาหกิจ
ศุภิสราพร สุธาทิพยะรัตน์ ( 2548, หน้า 8 ) จำแนกประเภทสารสนเทศที่ใช้ภายในภายในวิสาหกิจโดยใช้เกณฑ์ระดับผู้ใช้งานภายในวิสาหกิจได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ระบบสารสนเทศส่วนบุคคล
ประเภทที่ 2 ระบบสารสนเทศกลุ่มร่วมงาน
3.ระบบสารสนเทศระหว่างองค์การ
ระบบสารสนเทศบนเว็บ
       Turban et al. ( 2006,p.71 ) ได้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศบนเว็บ หมายถึง ระบบประยุกต์ซึ่งอาศัยอยู่บนเครื่องบริการ หรือแม่ข่าย ( Server ) ในส่วนการเข้าถึงข้อมูลอาจทำได้โดยใช้โปรแกรมด้านลูกข่ายกับระบบประยุกต์บนเว็บโดยใช้โพรโทคอล ( Protocol ) ของอินเตอร์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ 2 ประการ ประการที่หนึ่ง คือ การสร้างเนื้อหาหรือข้อมูลจะถูกปรับให้เป็นปัจจุบันในทันที ประการที่สอง คือ การเข้าถึงข้อมูลบนเว็บด้วยวิธีการสากล ที่อาศัยเครือข่ายการสื่อสารหลัก คือ อินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอกซ์ทราเน็ต นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้เว็บศูนย์รวมวิสาหกิจ ระบบอีคอมเมิร์ซบนเว็บ การแลกเปลี่ยน อิเล็กทรอนิกส์ ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่

   
อ้างอิง: รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น